เมื่อผมเป็นอัมพาตครึ่งหน้า
posted on 14 Feb 2009 21:49 by 9archangel in Free-Talkหายหน้าหายตาไปนาน เนื่องจากทำงานหนักมากทั้งงานหลวงงานราษฎร์ แถมยังบริหารจัดการเวลาตัวเองไ้ด้ไม่ดีพอ ทำให้ป่วยบ่อยๆสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ผมก็เจอไข้หวัดใหญ่เข้าให้หยุดงานสลับกับไปทำงานตลอด ยิ่งกลายเป็นว่าเลี้ยงไข้ให้เืรื้อรัง โดยไม่รู้ตัว
และแล้วก็ทำให้ผมต้องเจอกับโรคที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นได้เข้าล่ะครับ นั่นคือโรค "อัมพาตครึ่งหน้า"
พุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552
12.00 น. เวลาพักกินข้าวของพนักงาน
อาการบ่งชี้น่าสงสัย : รับประทานอาหารไม่ถนัด รู้สึกแปลกๆ จึงทดลองหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มและอมน้ำ ปรากฏว่า น้ำไหลออกมาจากมุมปากอย่างควบคุมไม่ได้
ข้อสัณนิษฐาน : เครียด ความดันขึ้นสูง หลอดเลือดในสมองตีบ พักผ่อนไม่เพียงพอ
ระหว่างที่ไล่หาสาเหตุอยู่นั้น ใบหน้าซีกขวาก็ค่อยๆ ควบคุมไม่ได้ทีละนิดๆจนถึงตอนเย็น ใบหน้าซีกขวาก็ขยับไม่ได้ ไม่ว่าจะเลิกคิ้ว ยิ้มยิงฟัน หรือแม้แต่จะทำหน้าเศร้าก็เหอะ
16.30 น. เลิกงาน พร้อมกับโทรแจ้งคนรอบตัวเรื่องอาการป่วย แต่เนื่องจาก เย็นนี้มีนัดประชุมงานภายนอก เลยยังฝืนสังขารไปประชุมกันถึง เซ็นทรัลลาดพร้าว (ตอนกินข้าวเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ)
พฤหัสที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552
เวลา 12.00 น. ได้เวลาเจอคุณหมอแล้วครับ (หลังจากต่อคิวในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง สักพัก)
คุณหมอทดสอบภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ซักถามอาการ เมื่อเห็นว่าไม่เข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมอง (ซึ่งทำให้โล่งใจในระดับหนึ่ง) ก็เลยเปลี่ยนวิธี คุณหมอให้เจาะเลือดดูระดับน้ำตาลในเลือด การติดเชื้อในกระแสเลือด และ HIV รอฟังผลตอนบ่าย ระหว่างนี้ ก็ไปรอรับยาก่อน (แต่จำเป็นจะต้องกินยาหรือไม่ขึ้นกับผลเลือดที่ออกมา)
ซึ่งถ้าผลออกมาคือ ไ่ม่มีอาการเบาหวาน ติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออื่นๆ ก็น่าจะฟันธงได้แล้วว่าเป็น Bell's Palsy หรืออาการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 หรือ Facial Nerve ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้านั่นเอง
14.30 น.
ผลเลือดออกมาแล้ว ปกติดีทุกอย่าง ก็แปลว่า กินยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบได้ คุณหมอจึงส่งต่อให้ทำกายภาพบำบัดโดยกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ไม่ทันแล้ว คลินิคเวชศาสตร์ฟื้นฟูวันพุธ คุณหมอกายภาพบำบัดระบบประสาทท่านเข้าเวรแค่ครึ่งวันเช้า เลยต้องนัดวันพรุ่งนี้ เพื่อให้คุณหมออีกท่านดูอาการแล้วสั่งให้นักกายภาพทำกายภาพบำบัด (เป็นความรู้ใหม่เลยครับ ว่า การรักษาแต่ละอย่าง แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันในพยาธิสภาพเดียวกัน ต้องให้คุณหมอผู้ชำนาญการในแต่ละเรื่องเป็นคนสั่ง เจ้าหน้าที่ถึงจะทำได้)
ค่ำวันเดียวกัน
คุยกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ทันตแพทย์ ก็ได้คำยืนยันฟันธงว่า Bell's Palsy แถมยกตัวอย่างเพื่อนที่เรารู้จักว่าก็เคยเป็นเหมือนกัน เพื่อนอาจารย์ทันตแพทย์(ตำแหน่งยาวจริง) จึงแนะนำต่อว่า "ถ้าฝังเข็มไปด้วย ก็จะหายเร็วขึ้นนะ" เลยคุยกับพี่ที่เป็นพยาบาลท่านหนึ่งซึ่งก็ได้ให้คำแนะนำ และช่วยนัดคิวคุณหมอฝังเข็มให้ ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 (ศุกร์ 13 โอ้ววว)
ช่วงเช้า
พบหมอกายภาพบำบัด เพื่อดูอาการ คุณหมอลงความเห็นว่ากล้ามเนื้อและเส้นประสาทยังไม่เสียหายมาก อาจจะใ้ช้เวลาฟื้นตัวราวๆ 1 - 2 เดือน เน้นไปที่การรักษาอาการอักเสบของเส้นประสาทก่อน ระหว่างนี้ก็กระตุ้นกล้ามเนื้อ ฝึกออกกำลังกายที่ใบหน้า ถามคุณหมอว่า ถ้าระหว่างนี้ รักษาด้วยการฝังเข็มไปด้วยจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า คุณหมอเปิดไฟเขียวบอกทำได้ไม่มีอันตราย
และแล้วก็ได้เวลา โดนไฟช็อต เอ้ย กระตุ้นด้วยไฟฟ้า ครับหลังจากนั่งรอคิวประมาณ...ชั่วโมงครึ่งได้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที สุดบรรยายครับ แบบว่า เป็นยังไงน่ะเหรอ เอาไว้เล่าทีหลัง เวลาเจอตัวกันเป็นๆดีกว่าครับ มัน ตื้ด! ตื้ด! เลยล่ะ
ช่วงบ่าย
เป็นการเดินทางมาราธอน จากโรงพยาบาลหนึ่งแถวกองทัพอากาศ ไปยังอีกโรงพยาบาลหนึ่งแถวจรัลสนิทวงศ์ แหละครับ มาราธอนยังไงน่ะเหรอ นึกภาพว่า นั่งรถเมล์ไป สองต่อ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าวพร้อมกับหน้าที่เบี้ยวไปข้างนึง น่ะแหละครับ ไม่มีอะไรจะดูทุลักทุเลไปกว่านี้แล้ว
เข้าพบคุณหมอฝังเข็ม เพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งคุณหมอก็ซักถามอาการ และทดลองกดจุดรวมเส้นประสาทบริเวณหลังหูเบาๆ ซึ่งมีอาการบวม และเจ็บจริงๆด้วย คุณหมอบอกว่าถ้ารักษาโดยการฝังเข็มและทำกายภาพบำบัดด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าไปพร้อมๆกัน อาจจะมากเกินไป ควรเลือกที่จะทำมากกว่า โดยส่วนใหญ่คนไข้ที่มีอาการลักษณะนี้ หากฝังเข็มก็จะหายภายใน 3-4 สัปดาห์ และก็ให้คำแนะนำมาหลายๆเรื่อง พร้อมถามให้ตัดสินใจเอาเองว่าจะฝังเข็มหรือไม่ ซึ่งไหนๆก็ไหนๆมาถึงที่นี่แล้ว ดีกว่าปล่อยให้หน้าเบี้ยวๆแบบนี้ เป็นอยู่อีกนาน ลงเข็มเลยดีกว่า
ระหว่างการฝังเข็ม ใช้ระยะเวลาประมาณ 30 นาทีพร้อมทั้งมีการกระตุ้นกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้าด้วยกระแสไฟฟ้าด้วย ก็นะ ตื้ด! ตื้ด! เช่นกัน สุดบรรยาย
สรุปครับ
โรคที่ผมเป็นคือ Bell's Palsy หรือ การอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 หรือเีรียกว่า Facial Nerve ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยปกติ เส้นประสาทนี้ จะลอดออกมาจากช่องกระโหลกด้านหลังใบหู หากมีการอักเสบ เส้นประสาทก็จะบวม ทำให้โดนบีบรัดโดยช่องบริเวณนี้โดยปริยาย ส่งผลให้กระแสประสาทที่ไม่สามารถเดินทางได้สะดวก เกิดภาวะอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าขึ้น สภาพภายนอกคือ ปากเบี้ยว หางคิ้วตก กระพริบตาได้ไม่สะดวก หลับตาไม่สนิท ยิงฟัน แยกเขี้ยวไม่ได้ บางรายอาจถึงหน้าเบี้ยว โดยมากโรคนี้พบในผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัส แต่ส่วนใหญ่ยังระบุสาเหตุได้ไม่แน่ชัดนัก
การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน อาจพิจารณาให้กินยากลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งผมกินอยู่ วันละ 6 เม็ด) เพื่อลดอาการอักเสบให้เร็วที่สุด หรือใช้ยาต้านไวรัสเพื่อกำจัดไวรัสต้นเหตุ ร่วมไปกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ ก็อาจมีการให้ยาบำรุง จำพวก วิตามินบีรวม เพื่อช่วยให้ระบบประสาทฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย
โรคนี้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักหายได้เอง ราวๆ 80% น้อยรายที่จะมีอาการพิการของกล้ามเนื้อหลงเหลืออยู่เชน หลับตาไม่สนิท หรือริมฝีปากตก
ส่วนการฝังเข็ม จากประสบการณ์ของคุณหมอ ช่วยให้โอกาสหายเพิ่มขึ้นเป็น 85-90% หากรักษาอย่างทันทีในช่วงที่เพิ่งเริ่มมีอาการ และลดระยะเวลาฟื้นสภาพของเส้นประสาท จาก 1 - 2 เดือนลดลง เหลือ 3 - 5 สัปดาห์
เรื่องควรทราบ
การเป็นหวัด หรือติดเชื้อไวรัส ต่างๆเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้ เชื้อลุกลามเข้าสู่หูชั้นกลาง ซึ่งเป็นจุดบอบบางต่อการที่จะทำให้เชื้อนั้นๆ เข้าสู่ระบบประสาทโดยเฉพาะเส้นประสาทสมองในบริเวณนั้นได้ ดังนั้น ถ้าเป็นหวัด ก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื้อรังนะครับ เพราะจะทำไปสู่การเจ็บป่วยอื่นๆได้อีกเยอะ
ปล. คำศัพท์ ผิดๆถูกๆ ช่างมันเหอะครับ ผมห่างหายความรู้สาขานี้มาหลายปีล่ะ แถมภาษาไทยก็บกพร่องมากด้วยชอบใช้คำฟุ่มเฟือย ตามประสาพ่อค้า ขออภัยมา ณ ทีนี้ ด้วยละกันครับ
อ้างอิง : wikipedia

#1 By nana (202.91.19.194) on 2009-02-15 00:57