SOTUS : ในทัศนะของผม
posted on 08 Jun 2005 02:26 by 9archangel in Free-Talk
7 มิ.ย. 2548 : ผมนัดรุ่นน้องชั้นปีที่ 1 เพื่อพบปะพูดคุยและทำความรู้จักระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ด้วยความเร่งรีบ และไม่ได้มีการนัดแนะเพื่อนๆมาก่อน ผลที่ได้จึงน่าอึดอัดอย่างยิ่ง
ภายหลังจากที่ได้พูดคุยประเด็นบางอย่างกับเพื่อนๆและรุ่นพี่หลายๆคน เกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าจะนำเข้าสู่กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ แนวคิด และข้อเสนอแนะบางอย่างทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจมากๆ ระบบ SOTUS ที่ชาวมหาวิทยาลัยทั้งหลายภาคภูมิใจ เมื่อผ่านจากปากของคนที่ ณ วันนี้ บอกว่าเข้าใจ ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผมในกระบวนการคิด และสร้างสรรค์ ของปัญญาชนมากเหลือเกิน
ครั้งหนึ่ง ในการสัมมนาผู้นำนิสิตนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ที่มารวมกันอย่างไม่เป็นทางการ ผมได้เปิดประเด็นว่า ระบบ SOTUS เราตีความว่าอย่างไร ซึ่งแน่นอน หลากสถาบันย่อมตีความเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน ทั้งที่มีความรุนแรง และไม่มีความรุนแรงในกระบวนการนำเสนอ ความคิดเห็นของผมระหว่างการประชุมนอกรอบ ในค่ำคืนนั้น ผมได้เสนอไว้ดังนี้
S = Seniority คือ การนับถือผู้สมควรได้รับการนับถือ หมายความว่า บุคคลควรมีความเคารพใน บุคคลที่กระทำตนเหมาะสมแก่การได้รับการนับถือ โดยมีดุลยพินิจและปัญญา เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ (ปัญญาชน ย่อมหมายถึงว่าเป็นผู้มีปัญญาแยกแยะ ในการพิจารณาให้สัมมาคารวะต่อบุคคล) ทั้งนี้ ก็ควรขึ้นอยู่บนพื้นฐานของความนอบน้อม และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ปัจจุบัน เราเอาตีความเอาคำว่า วัยวุฒิ คุณวุฒิ ซึ่งวัดค่าได้ เป็นกรอบกำหนดในการพิจารณา ว่าบุคคลใดควรหรือไม่ควรเคารพ ยัดเยียดให้กับรุ่นน้อง ซึ่งไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความนอบน้อม หรือให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ จึงนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่มิได้พิจารณาข้อบกพร่องภายในตนเอง และขาดการฝึกใช้ความคิดในการมองทะลุปัญหา (Breakthrough Thinking)
O = Order คือ การมีวินัยในการดำรงตนเองในสังคม ข้อนี้กล่าวถึงการพิจารณาพฤติกรรมของตนเอง ในการที่จะอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้องก็ตาม จะเรียกว่าเป็นจิตสำนึกในความผิดชอบชั่วดี เพื่อไม่ให้โครงสร้างของสังคมโดยรวมสั่นคลอน ก็คงไม่ผิด แน่นอนว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับรุ่นน้อง การมีวินัยในตนเองก็เป็นสิ่งที่ปุถุชนทุกคน ควรทำ ตั้งแต่ ข้ามถนนบนทางม้าลายหรือใช้สะพานลอย หรือการไม่ขับขี่ยานพาหนะฝ่าไฟแดง หรือการสวมหมวกกันน็อกคาดเข็มขัดนิรภัย รวมไปถึงการไม่ติดสินบนข้าราชการ(ด้วยมั้ง) ฯลฯ หรือผมเข้าใจผิดไปเองฝ่ายเดียว?
รุ่นพี่มักเน้นใช้คำว่า จิตสำนึก ในการกระตุ้นกดดัน ให้รุ่นน้องยอมรับในการกระทำ หรือเข้าครอบงำความคิด เพื่อผลในการสืบทอดแนวคิดของตนเอง กลุ่มของตนเอง หรืออาจจะเป็นเผ่าของตัวเองก็เป็นได้ ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่า วัฒนธรรมการแหกปากดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจให้มีผู้ฟัง การใช้อำนาจ (ปลอมๆ) ของการเป็นรุ่นพี่ ในการบีบบังคับจิตใจรุ่นน้อง หรือการตั้งกฏประหลาดๆ (แน่นอน คุณเองก็อาจเคยได้ยิน กฏรุ่นพี่ถูกเสมอไม่ว่ามันจะขายยาบ้า ค้าประเวณี หรือคุมบ่อนก็ตาม) นั้น เป็นวินัย หรือวัฒนธรรมของชนเผ่าไหนในโลกนี้กันแน่
T = Tradition คือ การสืบทอดเจตนารมย์ที่ดีในการคงอุดมการณ์ทางสังคม นี่เป็นแนวคิดอันชาญฉลาด ที่จะคงการสื่อสารในสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทดลองทดสอบไว้แล้วก่อเป็น "รากฐาน" ให้ต่อเนื่องไปในคนรุ่นหลังๆ เพื่อที่จะได้ "ต่อยอด" ความคิด ปรัชญาและอุดมการณ์ ให้เป็นประโยชน์และสวัสดิภาพต่อสังคม เจตนารมย์ที่ดีดังกล่าว ในแต่ละสถาบันคงแตกต่างกัน แต่คงไม่มีสถาบันไหนยอมรับว่ามีเจตนารมย์ในการทำกิจกรรมเพื่อ ความสะใจส่วนตัว แน่นอน หรือถ้าจะมีใครตอบในใจว่า ฉันทำเพราะสะใจ แก้แค้นที่เคยถูกรุ่นพี่แกล้ง หรือหมั่นไส้รุ่นน้อง ผมก็หวังว่าคุณคงกล้าแสดงเจตนารมย์ของคุณ ให้รุ่นน้องได้รับรู้ด้วยนะครับ
ณ วันนี้ คำนี้กลายเป็นตัวแทนของ การทำซ้ำ ดัดแปลง ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด การอ้างถึงสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ซ้ำๆกันด้วยความขี้เกียจแสวงหา เชื่อไหมว่า ร้อยทั้งร้อยของรุ่นพี่ ทำจัดกิจกรรมต่างๆนาๆ ที่อ้างว่ามันทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณีนั้นน่ะ ไม่มีใครเคยประเมิน หรือวิเคราะห์ จนถึงแก่นของเหตุและผลในความจำเป็น หรือความน่าจะจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมนั้นๆ แทบจะไม่มีใครตั้งคำถามกับตนเอง กับทีมงานของตนเอง ว่า กิจกรรมนั้นๆจัดเพื่ออะไร? กลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ "ความเคยชิน"
U = Unity คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ครับ มันเป็นบ่อเกิดของคำว่า ความสามัคคี นั่นแหละ ก็ในเมื่อเรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สถาบันใดสถาบันหนึ่ง เราก็จะรัก หวงแหน และมีพฤติกรรมปกป้องและเข้าข้างในสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเจ้าของ ใช่ไหมครับ ในการจะขับเคลื่อนสังคมหนึ่งๆไปได้ ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ของคนในสังคมนั้นๆ แต่ละคนย่อมมีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบแตกต่างกัน และด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ความสามัคคี ในอุดมคติ น่าจะหมายถึง ทุกๆคนที่เป็นกลไกของสังคม ต่างกระทำบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ที่แตกต่างกันให้สมบูรณ์ด้วยความเต็มใจ (ขอเน้นหน่อยเหอะ) จนขับเคลื่อนสังคมไปสู่จุดหมายอันสูงสุดได้ แม้ต้นทุนของสังคมในอุดมคติ (Utopia) จะสูงมากก็ตาม ก็มันเป็นอุดมคตินี่
หลายๆคนตีความคำว่า สามัคคี หมายถึง กระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกันในวิธีและกระบวนการเดียวกัน โดยให้รุ่นน้อง หมอบเหมือนๆกัน คลานเหมือนๆกัน กางมุ้งเหมือนๆกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิธีนี้ นี่แหละจะเป็นการปลูกฝังให้รุ่นน้อง เข้าใจถึงปรัชญารุ่นพี่ที่ว่า "เมื่อเราอยู่ในคณะเดียวกัน เมื่อทำอะไรเหมือนๆกัน หรือเมื่อเราทำผิดและเพื่อนๆต้องรับโทษร่วมกับเรา เราถึงจะรักคณะ รักพวกพ้อง เพราะเราทำอะไรมาเหมือนๆกัน" สามัคคีในปัจจุบัน แปลว่า ทำอะไรเหมือนกันทุกประการ ยอมทำเหมือนเพื่อน เพื่อจะได้เข้าพวก (ที่รุ่นพี่อุปโลกน์ขึ้นมา) ไปเสียแล้ว
S = Spirit คือ ความมีน้ำใจต่อผู้อื่น จริงๆ ผมมีคำที่จะจำกัดความในคำนี้เยอะเหลือเกิน แต่ในระบบ SOTUS คำนี้คงจะเด่นที่สุด (อีกคำที่อยากจะใช้คือปณิธานอันแรงกล้าที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข : เวอร์เหลือเกิน) คำนี้เป็นการเปลี่ยนมุมมองให้เราหันไปมองคนอื่นเสียบ้างครับ ในการขัดเกลาตนเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยเน้นย้ำถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความหมายค่อนข้างซ้อนทับกับคำว่า Order แต่ต่างกันตรงสิ่งที่เราจะใช้สติพิจารณา ซึ่ง Order ให้เราพิจารณาความไม่สมบูรณ์ของตนเอง แต่ Spirit ให้เราพิจารณาความไม่สมบูรณ์ผู้อื่น และช่วยเหลือโดยไม่ชักช้าครับ
เคยมีคนอธิบายให้ผมฟังว่า สิ่งสำคัญในการกดดันให้รุ่นน้องแสดง Spirit ต่อผู้อื่นคือการสร้างสถานการณ์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ให้มีการช่วยเหลือ หรือกระตุ้นให้มนุษย์เกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ต่อผู้ที่พบเห็นอยู่ตรงหน้า เท่าที่ผมได้ประสบมา ทางออกของการสร้างกิจกรรมเหล่านี้ ก็คือ พี่เชียร์ พี่สวัสดิการ ที่แสนจะน่าสงสาร เพื่อนๆที่ขวัญเสีย และในบางกรณี ก็มีการใช้หลักการจูงใจทางจิตวิทยาให้เกิด "พฤติกรรมกลุ่ม" ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ (คือผมก็แค่อยากจะบอกว่า ในสภาวะที่กดดันสุดๆ หรือหน้าสิ่วหน้าขวานสุดๆ ของจริง มนุษย์ทุกคนก็มีการแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นแหละครับ) มันคงเป็นละครฉากหนึ่งของรุ่นพี่ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความประทับใจเหลือเกินไว้ในจิตใจของรุ่นน้อง เมื่อรุ่นน้องขึ้นมายืน ณ จุดที่รุ่นพี่เคยเป็นมาก่อน มันจะยังเหลือความประทับใจอยู่อีกหรือ เมื่อมันเป็นแค่ฉากหนึ่งของรุ่นพี่เท่านั้นเอง
เขียนมายาวมาก ใครที่อ่านมาจนถึงบทส่งท้าย ก็ขอขอบคุณมากครับ (คุณอดทนจริงๆ)
ปล.ภาษาผมอาจจะปวดหัวหรือชวนทะเลาะในบางบริบท อย่าซีเรียสนะครับ
ภายหลังจากที่ได้พูดคุยประเด็นบางอย่างกับเพื่อนๆและรุ่นพี่หลายๆคน เกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าจะนำเข้าสู่กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ แนวคิด และข้อเสนอแนะบางอย่างทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจมากๆ ระบบ SOTUS ที่ชาวมหาวิทยาลัยทั้งหลายภาคภูมิใจ เมื่อผ่านจากปากของคนที่ ณ วันนี้ บอกว่าเข้าใจ ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผมในกระบวนการคิด และสร้างสรรค์ ของปัญญาชนมากเหลือเกิน
ครั้งหนึ่ง ในการสัมมนาผู้นำนิสิตนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ที่มารวมกันอย่างไม่เป็นทางการ ผมได้เปิดประเด็นว่า ระบบ SOTUS เราตีความว่าอย่างไร ซึ่งแน่นอน หลากสถาบันย่อมตีความเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน ทั้งที่มีความรุนแรง และไม่มีความรุนแรงในกระบวนการนำเสนอ ความคิดเห็นของผมระหว่างการประชุมนอกรอบ ในค่ำคืนนั้น ผมได้เสนอไว้ดังนี้
S = Seniority คือ การนับถือผู้สมควรได้รับการนับถือ หมายความว่า บุคคลควรมีความเคารพใน บุคคลที่กระทำตนเหมาะสมแก่การได้รับการนับถือ โดยมีดุลยพินิจและปัญญา เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ (ปัญญาชน ย่อมหมายถึงว่าเป็นผู้มีปัญญาแยกแยะ ในการพิจารณาให้สัมมาคารวะต่อบุคคล) ทั้งนี้ ก็ควรขึ้นอยู่บนพื้นฐานของความนอบน้อม และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ปัจจุบัน เราเอาตีความเอาคำว่า วัยวุฒิ คุณวุฒิ ซึ่งวัดค่าได้ เป็นกรอบกำหนดในการพิจารณา ว่าบุคคลใดควรหรือไม่ควรเคารพ ยัดเยียดให้กับรุ่นน้อง ซึ่งไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความนอบน้อม หรือให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ จึงนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่มิได้พิจารณาข้อบกพร่องภายในตนเอง และขาดการฝึกใช้ความคิดในการมองทะลุปัญหา (Breakthrough Thinking)
O = Order คือ การมีวินัยในการดำรงตนเองในสังคม ข้อนี้กล่าวถึงการพิจารณาพฤติกรรมของตนเอง ในการที่จะอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้องก็ตาม จะเรียกว่าเป็นจิตสำนึกในความผิดชอบชั่วดี เพื่อไม่ให้โครงสร้างของสังคมโดยรวมสั่นคลอน ก็คงไม่ผิด แน่นอนว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับรุ่นน้อง การมีวินัยในตนเองก็เป็นสิ่งที่ปุถุชนทุกคน ควรทำ ตั้งแต่ ข้ามถนนบนทางม้าลายหรือใช้สะพานลอย หรือการไม่ขับขี่ยานพาหนะฝ่าไฟแดง หรือการสวมหมวกกันน็อกคาดเข็มขัดนิรภัย รวมไปถึงการไม่ติดสินบนข้าราชการ(ด้วยมั้ง) ฯลฯ หรือผมเข้าใจผิดไปเองฝ่ายเดียว?
รุ่นพี่มักเน้นใช้คำว่า จิตสำนึก ในการกระตุ้นกดดัน ให้รุ่นน้องยอมรับในการกระทำ หรือเข้าครอบงำความคิด เพื่อผลในการสืบทอดแนวคิดของตนเอง กลุ่มของตนเอง หรืออาจจะเป็นเผ่าของตัวเองก็เป็นได้ ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่า วัฒนธรรมการแหกปากดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจให้มีผู้ฟัง การใช้อำนาจ (ปลอมๆ) ของการเป็นรุ่นพี่ ในการบีบบังคับจิตใจรุ่นน้อง หรือการตั้งกฏประหลาดๆ (แน่นอน คุณเองก็อาจเคยได้ยิน กฏรุ่นพี่ถูกเสมอไม่ว่ามันจะขายยาบ้า ค้าประเวณี หรือคุมบ่อนก็ตาม) นั้น เป็นวินัย หรือวัฒนธรรมของชนเผ่าไหนในโลกนี้กันแน่
T = Tradition คือ การสืบทอดเจตนารมย์ที่ดีในการคงอุดมการณ์ทางสังคม นี่เป็นแนวคิดอันชาญฉลาด ที่จะคงการสื่อสารในสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทดลองทดสอบไว้แล้วก่อเป็น "รากฐาน" ให้ต่อเนื่องไปในคนรุ่นหลังๆ เพื่อที่จะได้ "ต่อยอด" ความคิด ปรัชญาและอุดมการณ์ ให้เป็นประโยชน์และสวัสดิภาพต่อสังคม เจตนารมย์ที่ดีดังกล่าว ในแต่ละสถาบันคงแตกต่างกัน แต่คงไม่มีสถาบันไหนยอมรับว่ามีเจตนารมย์ในการทำกิจกรรมเพื่อ ความสะใจส่วนตัว แน่นอน หรือถ้าจะมีใครตอบในใจว่า ฉันทำเพราะสะใจ แก้แค้นที่เคยถูกรุ่นพี่แกล้ง หรือหมั่นไส้รุ่นน้อง ผมก็หวังว่าคุณคงกล้าแสดงเจตนารมย์ของคุณ ให้รุ่นน้องได้รับรู้ด้วยนะครับ
ณ วันนี้ คำนี้กลายเป็นตัวแทนของ การทำซ้ำ ดัดแปลง ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด การอ้างถึงสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ซ้ำๆกันด้วยความขี้เกียจแสวงหา เชื่อไหมว่า ร้อยทั้งร้อยของรุ่นพี่ ทำจัดกิจกรรมต่างๆนาๆ ที่อ้างว่ามันทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณีนั้นน่ะ ไม่มีใครเคยประเมิน หรือวิเคราะห์ จนถึงแก่นของเหตุและผลในความจำเป็น หรือความน่าจะจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมนั้นๆ แทบจะไม่มีใครตั้งคำถามกับตนเอง กับทีมงานของตนเอง ว่า กิจกรรมนั้นๆจัดเพื่ออะไร? กลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ "ความเคยชิน"
U = Unity คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ครับ มันเป็นบ่อเกิดของคำว่า ความสามัคคี นั่นแหละ ก็ในเมื่อเรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สถาบันใดสถาบันหนึ่ง เราก็จะรัก หวงแหน และมีพฤติกรรมปกป้องและเข้าข้างในสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเจ้าของ ใช่ไหมครับ ในการจะขับเคลื่อนสังคมหนึ่งๆไปได้ ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ของคนในสังคมนั้นๆ แต่ละคนย่อมมีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบแตกต่างกัน และด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ความสามัคคี ในอุดมคติ น่าจะหมายถึง ทุกๆคนที่เป็นกลไกของสังคม ต่างกระทำบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ที่แตกต่างกันให้สมบูรณ์ด้วยความเต็มใจ (ขอเน้นหน่อยเหอะ) จนขับเคลื่อนสังคมไปสู่จุดหมายอันสูงสุดได้ แม้ต้นทุนของสังคมในอุดมคติ (Utopia) จะสูงมากก็ตาม ก็มันเป็นอุดมคตินี่
หลายๆคนตีความคำว่า สามัคคี หมายถึง กระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกันในวิธีและกระบวนการเดียวกัน โดยให้รุ่นน้อง หมอบเหมือนๆกัน คลานเหมือนๆกัน กางมุ้งเหมือนๆกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิธีนี้ นี่แหละจะเป็นการปลูกฝังให้รุ่นน้อง เข้าใจถึงปรัชญารุ่นพี่ที่ว่า "เมื่อเราอยู่ในคณะเดียวกัน เมื่อทำอะไรเหมือนๆกัน หรือเมื่อเราทำผิดและเพื่อนๆต้องรับโทษร่วมกับเรา เราถึงจะรักคณะ รักพวกพ้อง เพราะเราทำอะไรมาเหมือนๆกัน" สามัคคีในปัจจุบัน แปลว่า ทำอะไรเหมือนกันทุกประการ ยอมทำเหมือนเพื่อน เพื่อจะได้เข้าพวก (ที่รุ่นพี่อุปโลกน์ขึ้นมา) ไปเสียแล้ว
S = Spirit คือ ความมีน้ำใจต่อผู้อื่น จริงๆ ผมมีคำที่จะจำกัดความในคำนี้เยอะเหลือเกิน แต่ในระบบ SOTUS คำนี้คงจะเด่นที่สุด (อีกคำที่อยากจะใช้คือปณิธานอันแรงกล้าที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข : เวอร์เหลือเกิน) คำนี้เป็นการเปลี่ยนมุมมองให้เราหันไปมองคนอื่นเสียบ้างครับ ในการขัดเกลาตนเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยเน้นย้ำถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความหมายค่อนข้างซ้อนทับกับคำว่า Order แต่ต่างกันตรงสิ่งที่เราจะใช้สติพิจารณา ซึ่ง Order ให้เราพิจารณาความไม่สมบูรณ์ของตนเอง แต่ Spirit ให้เราพิจารณาความไม่สมบูรณ์ผู้อื่น และช่วยเหลือโดยไม่ชักช้าครับ
เคยมีคนอธิบายให้ผมฟังว่า สิ่งสำคัญในการกดดันให้รุ่นน้องแสดง Spirit ต่อผู้อื่นคือการสร้างสถานการณ์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ให้มีการช่วยเหลือ หรือกระตุ้นให้มนุษย์เกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ต่อผู้ที่พบเห็นอยู่ตรงหน้า เท่าที่ผมได้ประสบมา ทางออกของการสร้างกิจกรรมเหล่านี้ ก็คือ พี่เชียร์ พี่สวัสดิการ ที่แสนจะน่าสงสาร เพื่อนๆที่ขวัญเสีย และในบางกรณี ก็มีการใช้หลักการจูงใจทางจิตวิทยาให้เกิด "พฤติกรรมกลุ่ม" ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ (คือผมก็แค่อยากจะบอกว่า ในสภาวะที่กดดันสุดๆ หรือหน้าสิ่วหน้าขวานสุดๆ ของจริง มนุษย์ทุกคนก็มีการแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นแหละครับ) มันคงเป็นละครฉากหนึ่งของรุ่นพี่ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความประทับใจเหลือเกินไว้ในจิตใจของรุ่นน้อง เมื่อรุ่นน้องขึ้นมายืน ณ จุดที่รุ่นพี่เคยเป็นมาก่อน มันจะยังเหลือความประทับใจอยู่อีกหรือ เมื่อมันเป็นแค่ฉากหนึ่งของรุ่นพี่เท่านั้นเอง
เขียนมายาวมาก ใครที่อ่านมาจนถึงบทส่งท้าย ก็ขอขอบคุณมากครับ (คุณอดทนจริงๆ)
ปล.ภาษาผมอาจจะปวดหัวหรือชวนทะเลาะในบางบริบท อย่าซีเรียสนะครับ